Main Menu
หน้าหลัก
รายละเอียดโครงการที่ 1
รายละเอียดโครงการที่ 2
หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (โครงการพิเศษ)
แบบฟอร์มลงชื่อสมัครเรียน
ค้นหา
ติดต่อเรา
web links
ม.รามคำแหง
สภาวิจัยแห่งชาติ
GISTDA
พิพิธภัณฑ์ชุมชนลุ่มน้ำปิง จ.ตาก

ประวัติหลวงพ่อทันใจ PDF พิมพ์ อีเมล์

ประวัติหลวงพ่อทันใจ อ.สามเงา จ.ตาก


ผศ.เสน่ห์ โรจนดิษฐ์

หลวงพ่อทันใจ
  

          หลวงพ่อทันใจ เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่คูบ้านคู่เมือง ของชาวตำบลบ้านนา อำเภอสามเงา จังหวัดตาก  มาตั้งแต่ยังมิได้สร้างเขื่อนภูมิพล เพราะเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ จึงเป็นที่เคารพสักการะกราบไหว้ มาตั้งแต่บรรพบุรุษสืบ ๆ กันมาจนถึงปัจจุบันนี้
          หลวงพ่อทันใจที่กล่าวนี้แปลกกว่าที่อื่นๆ เพราะมี 3 องค์ด้วยกัน หล่อด้วยทองลงหิน ปางมารวิชัย องค์ใหญ่หน้าตักกว้าง 19 นิ้ว สูง 32 นิ้ว ประดิษฐ์บนฐาน 2 ชั้น ฐานชั้นล่าง ต่อตีน 3 ขา สูงประมาณ 4 นิ้ว องค์กลาง หน้าตักกว้าง 16 นิ้ว สูง 31 นิ้ว ประดิษฐ์บนฐาน 2 ชั้น องค์เล็ก หน้าตักกว้าง 9 นิ้ว สูง 20 นิ้ว ประดิษฐ์บนฐาน 2 ชั้น ชั้นล่างต่อตีน 3 ขา สูงประมาณ 3 นิ้ว หลวงพ่อทันใจทั้ง 3 องค์ เป็นศิลปะเชียงแสนสิงห์สาม ซึ่งมีหลักฐานเชื่อถือได้ เพราะบ้านทุ่งจ๊ะสมัยนั้น เป็นอาณาจักรหนึ่งทางตอนใต้ ของเมืองสร้อย ซึ่ง "พญาอุตุม" เป็นเจ้าเมือง บ้านทุ่งจ๊ะสมัยนั้นคงมีหมู่บ้าน 2 ฟากฝั่งแม่น้ำปิง และชาวบ้านทุ่งจ๊ะ ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิง ชุมชนคงหนาแน่น กว่าชุมชนฟากแม่น้ำทิศตะวันตก เห็นได้จากมีวัดต่างๆ ที่สร้างขึ้นสมัยนั้น คือ วัดเล้ม ตั้งอยู่ทางทิศใต้ ห้วยไคร้ ประมาณ 1 กม. ส่วนวัดพระธาตุลอยเป็นวัดที่สำคัญ ตามคำบอกของผู้เฒ่า บอกสืบๆ กันว่าเจดีย์ได้บรรจุ พระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่มาของหลวงพ่อทันใจ เพราะวัดใดก็ตามถ้าเจดีย์ได้บรรจุ พระบรมสารีริกธาตุแล้ว วัดนั้นต้องมีผู้สร้างหลวงพ่อทันใจคู่กับวัดไว้ 1 องค์ เช่น วัดพระธาตุดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ วัดพระธาตุหลวง จ.ลำพูน ( วัดหริภุญชัย ) เป็นต้น นอกจากวัดพระธาตุลอยแล้ว ทางเหนือของห้วยไคร้ มีอีกวัดหนึ่งซึ่งชาวบ้านทางเหนือเรียกว่า "วัดวังบ่อตาล" ( วัดวังตาล ) เฉพาะวัดวังบ่อตาลนี้ ห่างจากวังห้วยไคร้ ประมาณ 60 เมตร มีซากปรักหักพังของพระวิหาร พระเจดีย์ และวัดที่มีพระสงฆ์อยู่อาศัยประจำ ต่างกับวัดพระธาตุลอย จะไม่มีพระสงฆ์อยู่ประจำ  และวัดวังบ่อตาลนี้ มีซุ้มอยู่ด้านหน้า ใกล้วังน้ำปิง 1 ซุ้ม ( ชาวบ้านเรียกว่า โขง ) และที่โขงนี่แหละ เมื่อชาวเมืองสร้อยและชาวหมู่บ้านอื่นๆ ถูกต้อนไปอยู่ จ.ราชบุรี และ จ.ชัยนาท เพราะเกิดสงครามระหว่างไทยกับพม่า เมื่อปี พ.ศ. 2316 ก่อนจะถูกต้อนลงมา ชาวบ้านจึงเก็บสมบัติมีค่าซ่อนไว้ตามที่ต่างๆ เมื่อสงครามสงบ ผู้ที่อยู่ทางราชบุรี ชัยนาท จึงนำลายแทงปริศนาขุมทรัพย์ มาค้นหาสมบัติ เช่น "จิกอยู่เหนือ เกลืออยู่ใต้ คิดไม่ได้เลือดจะออกปาก และ เมื่อเจ๊าอยู่คอกควาย เมื่อขวายอยู่ข้างรั้ว" เป็นต้น เมื่อต้อนผู้คนไปจึงทำให้เมืองสร้อย และ อาณาจักร เป็นเมืองร้างตั้งแต่นั้นมา
          และชาวบ้านจำนวนหนึ่งหลบหนีเข้าป่า เมื่อบ้านเมืองสงบแล้ว จึงออกมาทำมาหากินตามเดิม ที่ไปอยู่ราชบุรี บางส่วนก็กลับมาร่วมกันสร้างบ้านแปลงเมือง เป็นหมู่บ้าน วัดหลวง ท่าเดื่อ บ้านท่าพิมาน บ้านทุ่งจ๊ะ รวมทั้งวัดก็เจริญขึ้นอีกครั้งหนึ่ง การต้อนผู้คนไปอยู่ ราชบุรี นั้นคิดว่าหลวงพ่อทันใจมิได้นำไปด้วย แต่ได้นำไปไว้ที่ซุ้ม (โขง ) วัดวังตาลดังกล่าวแล้ว โดยชาวบ้านทุ่งจ๊ะ เป็นผู้ดูแลรักษา เมื่อมีงานขึ้นธาตุ คือ วันเพ็ญเดือน 8 เหนือ ( เดือน 6 ใต้ ) เป็นวันวิสาขบูชา ชาวบ้านก็จะอาราธนาหลวงพ่อทันใจ ทั้ง 3 องค์ ไปร่วมพิธีขึ้นธาตุด้วยทุกครั้ง เมื่อเสร็จงานก็นำกลับไปประดิษฐานไว้ที่ซุ้มโขงตามเดิม เฉพาะทางฝั่งตะวันออก ขณะนั้นไม่มีบ้านเรือนราษฎรอาศัยอยู่เลย
           ประมาณปี พ.ศ. 2469 ขุนจรูญ เป็นหัวหน้านำตำรวจ ไปตรวจท้องที่ ตำบลบ้านนา จนถึงสบตื่นก็กลับ พอมาถึงเกาะหน้าพระธาตุลอย ได้ออกคำสั่งให้ตำรวจที่ไปด้วยกัน หามหลวงพ่อทันใจลงไป ล่องไปที่ระแหง จ.ตาก ฝ่ายชาวบ้านทุ่งจ๊ะ ผู้ดูแลหลวงพ่อทันใจรู้ว่าหายไปจึงแจ้ง ให้ตุ๊เจ้าต๋า ( หลวงพ่อ ) เจ้าอาวาสวัดท่าเดื่อทราบ ตุ๊เจ้าต๋าซึ่งเป็นผู้มีคนรู้จักมาก จึงทำหนังสือร่อนไปบอกข่าวว่า หลวงพ่อทันใจหายไป ขอให้สืบดูว่าจะมีผู้ใดนำไปขาย เมื่อขุนจรูญนำหลวงพ่อทันใจถึงระแหง ก็ไปเที่ยวขาย ปรากฏว่าไม่มีใครรับไว้ เพราะกลัวเป็นผู้รับซื้อของโจร เมื่อไม่มีผู้ซื้อ ขุนจรูญกลัวเรื่องจะอื้อฉาว และมีความผิด จึงนำหลวงพ่อทันใจย้อนขึ้นมา ตำบลบ้านนา จะส่งคืน โดยติดต่อตุ๊เจ้าต๋า เจ้าอาวาสวัดท่าเดื่อ ซึ่งขุนจรูญกับพวกจอดเรือพักแรม ณ ท้ายเกาะขี้เหล็ก ( เกาะดอกเหล็ก ) ปรากฏว่าพอกลาวคืน ประมาณ 1 ทุ่มเศษ อยู่ดีๆก็มีอาการชักดิ้นชักงอ ถึงแก่ความตาย ปรากฏว่ามีรอยเขียวช้ำรอบคอ
           หัวหน้าผู้ลักหลวงพ่อทันใจตาย จึงเป็นที่โจษจันของชาวบ้านว่า ถูกสิ่งศักสิทธิ์หักคอบ้าง ถูกเทวดาที่รักษาหลวงพ่อทันใจลงโทษบ้าง และถูกพระเสื้อวัดหักคอตายบ้าง เป็นที่เล่าลือกล่าวขานกัน เมื่อขุนจรูญตายแล้ว ตุ๊เจ้าต๋า จึงนิมนต์หลวงพ่อทันใจไปส่งไว้ที่ซุ้ม ( โขง ) วัดวังบ่อตาลตามเดิม และคิดว่าถ้าเอาหลวงพ่อทันใจไว้ที่ซุ้ม ( โขง ) เดิมไม่ปลอดภัยแน่ จะต้องมีคนมาลอบเอาไปอีก จึงนำไปส่งที่ซุ้มสักพักหนึ่งแล้วจึงอาราธนาหลวงพ่อทันใจทั้ง 3 องค์ ให้ไปประดิษฐานไว้ที่วัดท่าเดื่อ โดยทำพิธีบอกกล่าว ให้เทพารักษ์ ถึงการเอาไว้ที่มี่ไม่ปลอดภัยให้ทราบ แล้วจึงอาราธนาหลวงพ่อทันใจ ลงเรือแก้เชือกผูกเรือจะล่องไปที่วัดท่าเดื่อ ปรากฏว่าเรือไม่ยอมออกจากท่า คนถ่อเรือจะช่วยกันอย่างไร เรือก็ไม่ยอมขยับเขยื้อน เป็นที่อัศจรรย์ พากันแปลกใจ เมื่อสำรวจหลวงพ่อทันใจ ในเรือก็รู้ว่า ได้นำมา 2 องค์ ยังขาดองค์เล็กอีกองค์หนึ่ง จึงพากันจัดขันข้าวตอกดอกไม้ธูปเทียนไปขอขมาลาโทษ และอาราธนาไปอยู่ที่วัดท่าเดื่อ เมื่อนำมาลงเรือ เรือก็เคลื่อนออกจากท่าอย่างง่ายดาย ตั้งแต่นั้นมาหลวงพ่อทันใจ จึงอยู่ในความดูแล ของตุ๊เจ้าต๊า และพระในวัดท่าเดื่อต่อไป
           พวกชาวบ้านทราบเรื่องที่ตุ๊เจ้าต๋า และคณะผู้ติดตามลืมอาราธนาหลวงพ่อทันใจองค์เล็ก ลงเรือ ทำให้เรือไม่ยอมขยับเขยื้อนออกจากท่า ข่าวก็ลือกันไปทั่วว่า เป็นความศักสิทธิ์ของหลวงพ่อทันใจ ประจวบกับขุนจรูญ ผู้เป็นหัวหน้าลักขโมยหลวงพ่อทันใจตาย คอเขียวคล้ำ เพราะถูกสิ่งศักสิทธิ์ลงโทษบวกเข้าอีกแรงหนึ่ง ทำให้ผู้คนใกล้ ไกล ต่างเคารพนับถือกราบไหว้หลวงพ่อทันใจ ด้วยศรัทธาในความศักสิทธิ์
           อนึ่งเมื่อถึงเดือนแปดเป็ง ( เดือน 6 ใต้ ) ตรงกับวันวิสาขบูชา จึงชุมนุมชาวพุทธตั้งแต่บ้านเจียงทองขึ้นไปตลอดจนลำน้ำปิงได้พากันจัดงานประเพณีโดยนมัสการพระบรมธาตุลอย และปิดทองหลวงพ่อทันใจ มีผู้คนไปร่วมงานโดยมีทั้งเดินทางเท้ามาก็ดี ส่วนมากจะใช้เรือถ่อเดียว 2 - 3 ถ่อ มาพักแรมค้างคืนที่เกาะทราย หน้าวัดพระธาตุลอย ตั้งเต๊นท์ทำเพิงหมาแหงน เป็นจำนวนมาก และยามเช้าก็มีชาวบ้านหุงข้าวปลาอาหารนำมาใส่บาตรตอนเช้าอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งประเพณีขึ้นธาตุ ดังกล่าวมา เป็นประเพณีที่ทำกันเป็นประจำทุกปีมิได้ขาด
           พิธีขึ้นธาตุ แบ่งเป็น 2 ตอน คือ วันขึ้น 14 ค่ำ ตอนบ่ายจะมีการก่อเจดีย์ทราย อาราธนาหลวงพ่อทันใจมาเป็นประธาน พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์จบแล้วมีการอื่อเบิก เป็นการสวดสมโภชตามประเพณีเหนือ จุดดอกไม้ไฟ มีบั้งไฟพะเนียง ( บอกไฟดอก ) บอกไฟตะไล บั้งไฟหมื่น และโคมไฟ จุดถวายเป็นพุทธบูชา พระบรมสารีริกธาตุ และหลวงพ่อทันใจ
           ตอนเช้ามีการทำบุญตักบาตร ถวายภัตตาหารเช้าแด่พระสงฆ์ และชาวบ้านเสร็จจากอาหารเช้าแล้ว จึงนำน้ำส้มป่อย ข้าวตอกดอกไม้ ธูปเทียน ไปบูชาหลวงพ่อทันใจ ต่อจากนั้นจึงสรงน้ำพระธาตุลอย และหลวงพ่อทันใจ และปิดทอง ทุกคนต่างมีใบหน้ายิ้มแย้ม แจ่มใส อิ่มเอิบเบิกบาน โดยทั่วกัน และบรรดาวัดต่างๆ ที่มาก็นำบั้งไฟ ขนาดน้ำหนัก 1 ปัน ( 1 ปัน เท่ากับ 1 กก. กับ 3 ขีด ) จนถึงบั้งไฟหมื่น จุดถวายเป็นพุทธบูชาอีก เมื่อจุดบั้งไฟเสร็จแล้ว ต่างพากันล่องเรือกลับภูมิลำเนา ของตนต่อไป
           สำหรับหลวงพ่อทันใจนี้ ถ้าปีใดเกิดความแห้งแล้งฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ชาวบ้านทุกหมู่บ้านจะพร้อมใจกันอาราธนาหลวงพ่อ ออกแห่ โดยจัดเป็นขบวนธงนำหน้า ขบวนหลวงพ่อทันใจ ขบวนแห่ ออกแห่ไปตามหมู่บ้าน  ชาวบ้าน ต่างนำดอกไม้ธูปเทียน บูชาหลวงพ่อทันใจ แล้วนำดอกไม้ ข้าวตอก ข้าวสาร โปรยใส่ขบวนแห่ พร้อมนำน้ำส้มป่อย สรงหลวงพ่อทันใจ และเล่นสาดน้ำกับผู้คนในขบวนให้เปียกปอนทุกคน เป็นพิธีแห่ขอฝน ผลปรากฏว่าฝนจะตกลงมา ทำให้ขบวนแห่และผู้คนเปียกไปตามๆกัน และภายหลังฝนก็ตกลงมา ทำให้ชาวบ้านได้ทำนาตามฤดูกาลต่อไป
           หลวงพ่อทันใจ ประดิษฐานที่วัดท่าเดื่อนาน 50 กว่าปี จึงอาราธนาไปประดิษฐาน ที่วัดท่าโป่ง อีกประมาณ 7 ปี เมื่อรัฐบาลสร้างเขื่อนภูมิพล พระสงฆ์ และชาวบ้านก็อพยพลงมาอยู่ที่บ้านจัดสรร ซึ่งทางราชการจัดสรรที่ดิน และสร้างวัดชลประทานรังสรรค์ให้ และได้นำหลวงพ่อทันใจ มาประดิษฐานที่วัดชลประทานรังสรรค์ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2503 จนถึงปัจจุบัน ส่วนพระบรมสารีริกธาตุ ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ได้มีการขุดเจาะเจดีย์องค์เดิมที่บ้านนา นำพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐานในเจดีย์ วัดชลประทานรังสรรค์ ด้วยเช่นกัน ดังรายละเอียดมีในหนังสือ ตำนานพระธาตุลอยนั้นแล้ว

 


บรรณานุกรม

วัดชลประทานรังสรรค์. 2544. อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพพระครูคัมภีรธรรมสาร.  กรุงเทพมหานคร:  บริษัท เค.เจ. พริ้นติ้ง จำกัด.

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 2009-12-09 )
 
< ก่อนหน้า
© 2014 www.gis.ru.ac.th